
การกลับมาของ Assassin’s Creed Black Flag ในเวอร์ชันรีเมคที่ใช้ชื่อว่า Resynced เริ่มต้นด้วยตัวเลขรายได้ที่น่าทึ่ง ก่อนเกมจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะโกยรายได้ไปแล้วถึง 14 ล้านดอลลาร์ให้กับค่าย Ubisoft ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าแฟนเกมยังคงโหยหาการผจญภัยในโลกโจรสลัดยุค 2013 ที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ให้ภาพสวยคมชัดสมยุคสมัย
แต่ทว่าเมื่อเปิดให้เล่นจริงในวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศบนหน้า Steam กลับไม่ราบรื่นเหมือนการเดินเรือในวันฟ้าใส แม้ผู้เล่นหลายคนจะชื่นชมกราฟิกที่ปรับปรุงใหม่และโลกกว้างอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์หนาหูเกี่ยวกับประเด็นเดิมที่ Ubisoft มักจะโดนดราม่าอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือการใส่คอนเทนต์เสริมหรือ DLC ประเภทของแต่งตัวเข้ามาในเกมเล่นคนเดียว ซึ่งผู้เล่นมองว่าไม่ควรมีเพิ่มเข้ามาอีก
กลายเป็นศึกมุตินีขนาดย่อมเมื่อรีวิวในหลายภาษาลดลงจากแง่ลบเป็นแบบผสมกัน โดยหลายความเห็นชี้เป้าไปที่ราคาของ DLC รวมที่สูงถึงเกือบ 85 ดอลลาร์ ทั้งที่เพิ่งซื้อตัวเกมรุ่น Deluxe Edition ไปในราคา 59.99 ปอนด์ ผู้เล่นจำนวนมากจึงรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าด้วยการเสนอขายไอเทมเสริมในวันที่เกมเพิ่งวางจำหน่าย จนมีการขอคืนเงินและแนะนำให้ไปเล่นเวอร์ชันต้นฉบับแทนจนกว่าเกมนี้จะลดราคา
นอกจากของตกแต่งแล้ว ความไม่พอใจยังลามไปถึงแพ็กไอเทมเสริมที่ให้ความได้เปรียบในการเล่นอย่างแพ็กทรัพยากรที่รวมทองและวัตถุดิบในการอัปเกรด รวมถึงแพ็กแผนที่ที่ช่วยบอกตำแหน่งสำรวจ แม้ทางผู้พัฒนาจะมองว่านี่เป็นเพียงทางลัดสำหรับคนที่อยากประหยัดเวลา แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่กลับมองว่ามันทำลายบรรยากาศการสำรวจที่ควรเป็นหัวใจสำคัญของเกมไปอย่างน่าเสียดาย
ประเด็น microtransactions กลายเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์ Assassin’s Creed ไปเสียแล้วนับตั้งแต่ภาค Origins เป็นต้นมา แม้ในมุมมองของบางคนไอเทมเหล่านี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของเกมโดยตรง เพราะเป็นแค่ของตกแต่งที่ไม่บังคับซื้อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นให้จ่ายเงินเพิ่มทันทีที่เข้าเกมหลังจ่ายค่าตัวเกมรุ่นพิเศษไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกของแฟนเกมจริงๆ
การรีวิวในระดับสามดาวสะท้อนให้เห็นว่า Assassin’s Creed Black Flag Resynced ยังคงเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการสัมผัสเรื่องราวโจรสลัดสุดคลาสสิก แต่การเพิ่มฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นอย่างการขายของในเกมก็กลายเป็นจุดตำหนิที่ทำให้ประสบการณ์ในภาพรวมไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ควรจะเป็น คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทาง Ubisoft จะมีท่าทีอย่างไรกับกระแสเรียกร้องจากเหล่ากัปตันเรือบน Steam ในครั้งนี้







