Anthropic ส่ง Claude Cowork บุกมือถือและเว็บ
สงคราม AI Agent ขยายสมรภูมิสู่โลกออฟฟิศอย่างเต็มตัว

วงการ AI กำลังเดือดเมื่อ Anthropic ตัดสินใจขยายขอบเขต Claude Cowork จากเดิมที่เป็นแอปบนเดสก์ท็อป มาสู่การใช้งานบนเว็บและมือถือสำหรับสมาชิก Max อย่างเป็นทางการ การอัปเดตครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้งานเริ่มต้นสั่งงานผ่านโน้ตบุ๊ก แล้วคอยติดตามสถานะหรือรับผลงานผ่านมือถือได้ทันทีแม้จะปิดเครื่องไปแล้ว นับเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมทำงานเบื้องหลังได้ทุกที่ทุกเวลา
การขยายตัวในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Anthropic ต้องการเปลี่ยนสถานะของ Claude ให้เป็นเพื่อนร่วมงานสายบริหารที่ชาญฉลาด ไม่ใช่แค่เครื่องมือเฉพาะทางอีกต่อไป ความสามารถในการเชื่อมต่อข้ามอุปกรณ์ช่วยให้ AI สามารถขอความเห็นจากมนุษย์เมื่อถึงขั้นตอนการตัดสินใจที่สำคัญ ส่งผลให้สงคราม AI Agent ที่เคยจำกัดอยู่แค่ในวงการนักพัฒนา ซึมลึกเข้าสู่เนื้องานในออฟฟิศทั่วไปอย่างรวดเร็ว
ฝั่งคู่แข่งอย่าง OpenAI ก็เดินหมากในทิศทางเดียวกันด้วยการผลักดัน Codex ให้ก้าวข้ามจากการเป็นเครื่องมือสร้างซอฟต์แวร์ ไปสู่การใช้งานในงานเอกสาร สเปรดชีต การทำสไลด์นำเสนอ ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับพนักงานทั่วไป การเดิมพันของทั้งสองค่ายจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีแชทบอทที่ฉลาดที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถยึดพื้นที่การทำงานหลักของคนในองค์กรได้สำเร็จมากกว่ากัน

นอกเหนือจาก Claude Cowork แล้ว Anthropic ยังเปิดตัว Claude Tag ที่คอยเฝ้าประจำการอยู่ใน Slack เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทีม AI แบบเรียลไทม์ จุดเด่นของแอปพลิเคชันเหล่านี้คือการทำงานที่ต่อเนื่องแม้ตัวผู้ใช้งานจะไม่ได้เปิดเครื่องทิ้งไว้ ยกตัวอย่างเช่นการสั่งให้ Claude เตรียมข้อมูลสรุปสำหรับลูกค้าล่วงหน้าในตอนเช้า ซึ่ง AI จะไล่เรียงอีเมล ถอดความบทสนทนา และรวบรวมข่าวสารจนเสร็จสิ้น เพื่อรอให้คนมาตรวจสอบความเรียบร้อยระหว่างนั่งดื่มกาแฟ
จากการเก็บข้อมูลการใช้งานจริงของ Claude Cowork ในองค์กรกว่า 600,000 แห่ง พบว่างานส่วนใหญ่ไม่ใช่การเขียนโค้ด แต่เป็นงานจำพวกการจัดการกระบวนการทางธุรกิจถึง 33.4 เปอร์เซ็นต์ เช่น การรวบรวมข้อมูลอัปเดตมาสรุปเป็นรายงาน การสร้างรายการตรวจสอบสำหรับพนักงานใหม่ และการจัดการตัวเลขในสเปรดชีต ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและพบได้บ่อยในแผนกการเงิน ทรัพยากรบุคคล และงานบริหารทั่วไป
ในขณะที่งานด้านการตลาดและการสื่อสารอย่างการร่างคอนเทนต์ ทำสไลด์ และเขียนแผนงานครองสัดส่วนไปอีก 16.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงานพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นกลับมีสัดส่วนการใช้งานเพียง 8.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าการนำ AI มาใช้ในงานออฟฟิศประจำวันกำลังพุ่งสูงขึ้น และผู้ใช้งานเริ่มเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยทุ่นแรงในส่วนงานไหนได้ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการนำ AI ไปบูรณาการเข้ากับชีวิตการทำงานในอนาคต







