Google ลุยขยายเครื่องมือตรวจ AI ภาพไหนจริงคลิปไหนแต่ง
พร้อมจับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ร่วมสร้างมาตรฐานใหม่

Google ได้ประกาศขยายขีดความสามารถของเครื่องมือตรวจสอบความโปร่งใสและการยืนยันแหล่งที่มาของข้อมูล ครอบคลุมทั้งบนบริการ Search, Gemini, Chrome, สมาร์ทโฟน Pixel และระบบ Cloud เพื่อให้ทุกคนสามารถตามทันสื่อสังเคราะห์ยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้แนบเนียนจนแยกด้วยตาเปล่าได้ยาก การรู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากไหนหรือผ่านการดัดแปลงอะไรมาบ้างจึงกลายเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานในปัจจุบัน
พระเอกของงานนี้คือเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลลายเส้นล่องหนอย่าง SynthID ที่ถูกพัฒนามานานกว่าสามปี ซึ่งจะฝังรหัสสัญญาณที่มนุษย์มองไม่เห็นลงไปในเนื้อหาที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยที่ผ่านมาถูกนำไปฝังในรูปภาพและวิดีโอแล้วมากกว่า 1 แสนล้านชิ้น รวมถึงไฟล์เสียงที่ยาวรวมกันกว่า 60,000 ปี นอกจากนี้ Google ยังเดินหน้าจับมือกับกลุ่มพันธมิตร C2PA เพื่อใช้ระบบ Content Credentials ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการแสดงประวัติการสร้างและการปรับแต่งไฟล์ โดยสมาร์ทโฟน Pixel 10 จะเป็นรุ่นแรกที่ใส่ระบบนี้มาให้ในแอปกล้องตั้งแต่แรก และกำลังเตรียมอัปเดตให้รองรับการถ่ายวิดีโอบน Pixel 8, 9 และ 10 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยืนยันว่าภาพนั้นถ่ายจากกล้องจริง ไม่ได้ผ่านการเมคขึ้นมา
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การเช็กเบื้องหลังของภาพและเสียงเป็นเรื่องง่ายที่สุด ล่าสุดระบบตรวจจับผ่าน SynthID ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในแอป Gemini เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสถิติการใช้งานจากทั่วโลกไปแล้วถึง 50 ล้านครั้ง และกำลังเปิดพิกัดการตรวจสอบนี้ไปยังระบบ Search รวมถึงบนเบราว์เซอร์ Chrome ในช่วงสัปดาห์ต่อจากนี้ ต่อไปเวลาไปเจอรูปไหนบนอินเทอร์เน็ตแล้วเกิดความสงสัย ก็แค่ใช้ฟีเจอร์อย่าง Lens, AI Mode หรือ Circle to Search หรือคุยกับ Gemini ใน Chrome แล้วพิมพ์ถามไปตรงๆ ได้เลยว่า ภาพนี้ทำมาจาก AI หรือเปล่า ระบบก็พร้อมจะหาคำตอบมาให้ทันที
ความเจ๋งยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ Google ได้เริ่มปล่อยฟีเจอร์ตรวจสอบใบรับรอง Content Credentials ของ C2PA ลงในแอป Gemini แล้ว ทำให้สามารถเช็กได้ว่าภาพนั้นเป็นภาพดิบๆ จากกล้องที่ไม่มีการแก้ไข หรือถูกปรับแต่งด้วยเครื่องมืออะไรมาบ้าง ซึ่งระบบนี้จะขยายไปยัง Search และ Chrome ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คล้ายๆ กับที่เราเห็นการติดป้ายกำกับคลิป AI บน YouTube หรือระบบ Backstory ที่เปิดให้กลุ่มทดสอบได้ลองใช้เพื่อประเมินความถูกต้องของสื่อดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
เนื่องจากคอนเทนต์ต่างๆ มักจะถูกแชร์ส่งต่อกันไปในหลายแพลตฟอร์ม Google จึงไม่ได้ลุยเดี่ยว แต่ได้จับมือกับบิ๊กเนมในวงการอย่าง OpenAI, Kakao และ ElevenLabs เพื่อนำเทคโนโลยี SynthID ไปใช้กับคอนเทนต์ที่สร้างจากโมเดลของค่ายเหล่านั้นด้วย แถมยังแจกโค้ดระบบลายน้ำสำหรับข้อความให้เป็นโอเพนซอร์ส และร่วมมือกับ NVIDIA ในการฝังลายน้ำในวิดีโอจากโมเดล Cosmos อีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มในเครือ Meta อย่าง Instagram ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการบริหาร C2PA ก็เตรียมจะเริ่มติดป้ายกำกับข้อมูล Content Credentials ให้กับภาพที่ถ่ายจากกล้องจริงด้วย หมายความว่าภาพสวยๆ ที่ถ่ายจากกล้องของ Pixel จะได้รับการยอมรับและติดป้ายบอกให้รู้ว่าเป็นภาพจริงเมื่อถูกแชร์ลงบน Instagram
สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการคัดกรองสื่อในระบบของตัวเอง Google ได้เปิดตัวระบบ AI Content Detection API ตัวใหม่บนแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise Agent Platform ของ Google Cloud เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ของ Google และค่ายยอดนิยมอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเอาไปใช้จัดระเบียบฟีดข่าว ป้องกันการฉ้อโกงประกันภัย หรือใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ ซึ่งการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใสในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และช่วยเพิ่มอำนาจให้ผู้ใช้งานสามารถเช็กประวัติความเป็นมาของทุกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจผ่านโน้ตบุ๊กหรือมือถือในมือ


![[รีวิว] HP Victus 16 AMD Ryzen™ 7 7840HS + RTX 4050 4 [รีวิว] HP Victus 16 AMD Ryzen™ 7 7840HS + RTX 4050](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2024/01/01727780016977048719758_HP_Victus_Gaming_Laptop_16_main-421x220.jpg)




