อัปเดต Windows 11 ทำพิษ ระบบแจ้งเน็ตหลุดทั้งที่ยังต่ออยู่ จนเข้าแอปไม่ได้
ทำเอา Copilot และ OneDrive ล็อกอินไม่ได้ทั่วโลก

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงของ Microsoft อย่างแท้จริง เพราะหลังจากเพิ่งจัดการกับปัญหาระบบ Microsoft 365 ล่มครั้งใหญ่ไปได้ไม่นาน ล่าสุดยักษ์ใหญ่ไอทีเพิ่งออกมายอมรับว่าการอัปเดต Patch Tuesday รหัส KB5079473 สำหรับ Windows 11 เวอร์ชั่น 25H2 และ 24H2 กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอาการเน็ตทิพย์ ที่ระบบฟ้องว่าไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งที่ผู้ใช้งานยังท่องเว็บได้ปกติ ส่งผลให้แอปพลิเคชันพื้นฐานหลายตัวทำงานไม่ได้
อาการหลักที่ผู้ใช้ต้องเจอคือเมื่อพยายามจะล็อกอินเข้าใช้งานแอปยอดฮิตอย่าง Microsoft Teams Free, OneDrive, Excel, Word หรือแม้แต่ AI อัจฉริยะอย่าง Copilot ระบบจะเด้งข้อความเตือนว่า You’ll need the Internet for this หรือคุณจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับส่วนนี้ ซึ่งสร้างความสับสนอย่างมากเพราะตัวเครื่องก็ยังต่อ Wi-Fi หรือเสียบสาย LAN อยู่แท้ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การทำงานทั่วไป แต่ยังลามไปถึงเบราว์เซอร์อย่าง Edge ที่ฟีเจอร์บางอย่างที่ต้องใช้บัญชี Microsoft ก็พลอยใช้งานไม่ได้ไปด้วย
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของทีมวิศวกร พบว่าบั๊กตัวนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับการล็อกอินผ่านบัญชี Microsoft ส่วนตัวเท่านั้น ในขณะที่การล็อกอินผ่านระบบองค์กรอย่าง Entra ID หรือ Azure Active Directory ยังคงใช้งานได้ตามปกติไม่มีปัญหา ถือเป็นโชคดีของภาคธุรกิจที่ยังรันงานต่อได้ แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปหรือฟรีแลนซ์ที่พึ่งพา OneDrive และ Copilot ในการทำงานประจำวันนั้น เรียกได้ว่ากระทบเต็มๆ จนแทบจะขยับตัวทำอะไรไม่ได้เลย
นอกจากปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อแล้ว ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานจากผู้ใช้บางกลุ่มว่าหลังจากติดตั้งอัปเดต KB5079473 ไปแล้ว เครื่องเกิดอาการวนลูปรีสตาร์ทเองไม่หยุด หรือบางรายเจอปัญหาเครื่องค้าง (System Freeze) จนต้องกดปุ่มพาวเวอร์ค้างเพื่อปิดเครื่องใหม่ ซึ่ง Microsoft เองก็กำลังเร่งเก็บข้อมูลเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของผลข้างเคียงเหล่านี้อยู่เช่นกัน เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับ Patch ก่อนหน้าที่เคยทำระบบ Bluetooth พังจนต้องออก Hotpatch มาแก้กันวุ่นวาย
สำหรับใครที่กำลังเผชิญวิบากกรรมนี้อยู่ Microsoft ได้เสนอวิธีแก้ขัด (Workaround) ง่ายๆ คือให้ลองรีสตาร์ทเครื่องในขณะที่ยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทิ้งไว้ โดยย้ำว่าห้ามดึงสายแลนหรือปิด Wi-Fi ก่อนรีสตาร์ทเด็ดขาด เพราะตัวระบบจำเป็นต้องซ่อมแซมสถานะการเชื่อมต่อ (Connectivity State) ให้กลับมาถูกต้องในขณะที่เครื่องกำลังบูตขึ้นมาใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้บั๊กดังกล่าวกลับมาหลอนซ้ำได้อีกในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทาง Microsoft สัญญาว่าจะเร่งส่งตัวอัปเดตแก้ไขถาวรออกมาให้เร็วที่สุด ใครที่ยังไม่ได้กดอัปเดต Patch ของวันที่ 10 มีนาคม 2026 นี้ แนะนำว่าให้ชะลอการติดตั้งไปก่อนสักพักจนกว่าสถานการณ์จะนิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวที่อาจตามมาโดยไม่จำเป็น







