
กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อ Google Maps เริ่มแสดงท่าทีแปลกๆ ด้วยการลดทอนฟีเจอร์สำคัญสำหรับคนที่ใช้งานแบบไม่ล็อกอิน จนทำให้เบราว์เซอร์ดูโล่งผิดปกติ ข้อมูลที่เคยหาได้ง่ายๆ กลับหายไปดื้อๆ โดยทาง Google อ้างว่าเป็นเพราะปัญหาเครือข่ายหรือส่วนขยายของเบราว์เซอร์ พร้อมแนะนำว่าการล็อกอินจะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งดูแล้วน่าสงสัยไม่น้อยว่านี่อาจเป็นแผนการบีบให้ผู้ใช้งานต้องแสดงตัวตนอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่บริษัทจะได้เก็บข้อมูลไปปรับปรุงระบบโฆษณาให้แม่นยำขึ้น
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ หากไม่ล็อกอินจะเห็นข้อมูลเพียงพื้นฐาน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเวลาเปิดปิดเท่านั้น แต่ข้อมูลสำคัญอย่างรีวิวจากผู้ใช้ รูปภาพ วิดีโอสถานที่ หรือกราฟแสดงความหนาแน่นของผู้คนกลับถูกตัดออกไปดื้อๆ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องใช้บัญชีส่วนตัวในการประมวลผลเลย เมื่อเทียบกับการกดปุ่มบันทึกหรือส่งข้อมูลเข้าโทรศัพท์ที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อบัญชีอย่างชัดเจน การกระทำแบบนี้จึงดูเหมือน Google กำลังริบเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะไปเป็นของแถมเฉพาะสมาชิก
จากการทดสอบเปรียบเทียบสถานที่ชื่อดังอย่าง Natural History Museum ในลอนดอน พบว่าผู้ที่ล็อกอินจะสามารถเข้าถึงลิงก์ซื้อตั๋ว อ่านรีวิวฉบับเต็ม และดูรูปภาพที่ผู้คนอัปโหลดได้นับไม่ถ้วน ในขณะที่คนไม่ล็อกอินจะเห็นเพียงคะแนนดาวรวมๆ และข้อมูลสรุปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้แต่ข้อมูลเรื่องที่จอดรถหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในแท็บเกี่ยวกับสถานที่ก็ยังถูกจำกัด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการวางแผนเดินทาง และอาจสร้างความลำบากให้ผู้ใช้กลุ่มที่รักความเป็นส่วนตัว

ปัจจุบัน Google Maps คือแอปนำทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดส่วนหนึ่งก็เพราะความครบเครื่องที่หาได้จากที่เดียวโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา แต่การตัดสินใจตัดฟีเจอร์ทิ้งแบบนี้อาจเป็นการทำลายจุดแข็งของตัวเอง เพราะจุดขายหลักคือความสะดวกและเข้าถึงง่าย แลกกับการที่ Google จะได้แสดงโฆษณาให้เราเห็น ซึ่งยิ่งมีคนใช้มากเท่าไหร่ Google ก็ยิ่งได้เงินค่าโฆษณามากเท่านั้น การไล่ผู้ใช้ทางอ้อมจึงดูเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ฉลาดนักในระยะยาว
ในฝั่งของผู้ใช้งานบน Reddit เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว และยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทาง Google ว่านี่คือบั๊กของระบบหรือเป็นความตั้งใจกันแน่ แต่หากเป็นความตั้งใจจริงก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะแทนที่จะสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ ให้คนอยากล็อกอินด้วยความเต็มใจ กลับเลือกวิธีดึงเอาสิ่งที่เคยให้ไปกลับคืนมา ซึ่งอาจทำให้คนตัดสินใจย้ายไปใช้บริการอื่นอย่าง Apple Maps หรือ Waze แทนได้ง่ายๆ
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ Google จะต้องการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจมากแค่ไหน แต่การบีบบังคับผู้ใช้มักจะลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามเสมอ เพราะผู้คนย่อมไม่ชอบการถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะเลี่ยงมาตลอด การที่ Google Maps จะยังคงเป็นที่หนึ่งได้นั้น ต้องเกิดจากการมอบคุณค่าที่เหนือกว่า ไม่ใช่การสร้างกำแพงกั้นเพื่อกักขังผู้ใช้งานเอาไว้ในระบบเพียงอย่างเดียว







