
Google กำลังเขย่าวงการพัฒนาเกมอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Project Genie โปรโตไทป์ AI อัจฉริยะที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อม 3D แบบโต้ตอบได้เพียงแค่การพิมพ์ข้อความหรือใส่รูปภาพลงไป โดยระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Genie 3 จากทีม DeepMind ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถก้าวเข้าไปสำรวจในโลกที่ AI สร้างขึ้นได้แบบเรียลไทม์ แม้ว่าตอนนี้จะยังอยู่ในขั้นทดลองสำหรับสมาชิก Google AI Ultra ในสหรัฐฯ แต่ศักยภาพของมันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว
ความน่าทึ่งของ Project Genie อยู่ที่การเป็น world-model ซึ่งไม่ได้ทำงานเหมือนเอนจินเกมทั่วไปที่ต้องอาศัยการเขียนโค้ดฟิสิกส์ แต่ AI ตัวนี้เรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกจากการดูวิดีโอจำนวนมหาศาล ทำให้มันสามารถจำลองการเคลื่อนที่และปฏิกิริยาของวัตถุได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างเช่นการจำลองภาพแมวขี่เครื่องดูดฝุ่น หรือการบินร่อนลงจากภูเขาที่ดูสมจริง โดยที่ผู้เล่นสามารถควบคุมทิศทางได้ผ่านคีย์บอร์ดเสมือนกำลังเล่นเกมจริงๆ และโลกเหล่านั้นจะยังคงมีความต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลงแม้เราจะเดินย้อนกลับไปจุดเดิม
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะในขณะที่ Google บอกว่ามันจะช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้เร็วขึ้นในการสร้างต้นแบบ (Prototyping) แต่ฝั่งคนทำงานในวงการเกมกลับมองด้วยความกังวลใจ จากผลสำรวจล่าสุดของ GDC พบว่า 52% ของคนทำเกมเชื่อว่า AI กำลังส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออาชีพของพวกเขา โดยเฉพาะกลุ่มนักออกแบบกราฟิกและโปรแกรมเมอร์ที่กลัวว่าเครื่องมืออัตโนมัติเหล่านี้อาจจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานในอนาคตอันใกล้
สถานการณ์การเลิกจ้างในวงการเกมที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 17% ในรอบปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ความกังวลนี้ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะเป้าหมายลึกๆ ของโปรเจกต์อย่าง Genie คือการมุ่งหน้าไปสู่ AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความสามารถรอบด้าน ซึ่งต้องการระบบที่สามารถโต้ตอบกับโลกที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา หาก AI สามารถเสกโลกทั้งใบได้ด้วยคำสั่งเพียงไม่กี่คำ ความจำเป็นในการใช้ทีมงานจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างฉากหรือเขียนโปรแกรมพื้นฐานก็อาจจะลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย
แม้ในปัจจุบัน Project Genie จะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น การสร้างตัวหนังสือที่ยังอ่านไม่ออก หรือการรองรับการสำรวจที่ต่อเนื่องได้เพียงไม่กี่นาทีต่อเซสชัน แต่ด้วยความเร็วในการพัฒนาของ Google ที่ก้าวจาก Genie รุ่นแรกที่เป็นเพียงเกม 2D แบนๆ มาสู่โลก 3D ความละเอียด 720p ที่ 24 FPS ภายในเวลาไม่นาน ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าพรมแดนระหว่างงานสร้างสรรค์โดยมนุษย์และ AI กำลังเลือนลางลงทุกที
บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่เป็นเรื่องของอนาคตคนทำงานที่ต้องปรับตัวให้ทันก่อนที่ ยักษ์จินนี่ ตัวนี้จะออกจากตะเกียงมาทำงานแทนมนุษย์แบบเต็มตัว สำหรับเหล่านักพัฒนาเกม นี่อาจเป็นทั้งเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดและเป็นความท้าทายที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม







