คอนโซล / พีซีสกู๊ปพิเศษ

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น

เล่นเกมเหมือนดูหนัง ไม่ต้องเล่นเก่ง และมีส่วนร่วมกับทางเลือกเกมได้

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวเกมเมอร์ทุกท่าน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเกมกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเกมที่เราเล่นเหมือนกำลัง “ดูหนัง” มากกว่า “เล่นเกม” ตัวเกมไม่ได้เน้นความแม่นยำหรือทักษะเชิงกลไก แต่เน้นการตัดสินใจ เลือกบทสนทนา และรับชมเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญ เหมาะทั้งสำหรับผู้เล่นที่ไม่ถนัดเกมแอ็กชั่น หรือคนที่อยากเสพเรื่องราวเข้มข้นแบบซีรีส์คุณภาพ ทำให้การเล่นกลายเป็นประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้เล่นกับตัวละครมากกว่าการแข่งขันกับระบบเกมครับ

1. Detroit: Become Human

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


Detroit: Become Human คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของเกมที่ออกแบบมาให้ผู้เล่น “ดูมากกว่าเล่น” ด้วยการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ มีมุมกล้อง งานบล็อกกิง และการแสดงที่เข้มข้น โดยผู้เล่นเพียงเลือกบทสนทนาและการตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญ ซึ่งทุกตัวเลือกสามารถเปลี่ยนเส้นเรื่อง ความสัมพันธ์ และตอนจบ ทำให้การเล่นหนึ่งรอบให้ประสบการณ์ไม่เท่ากัน และทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนเป็นผู้กำกับชะตาของตัวละครมากกว่าการควบคุมพวกเขาโดยตรงครับ

2. Heavy Rain

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


Heavy Rain คือเกมที่วางรากฐานให้แนว Interactive Drama กลายเป็นกระแส ด้วยการนำเสนอตัวละครหลายมุมมองที่เกี่ยวโยงกันผ่านหนึ่งคดีลักพาตัว ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนกำลังตามหนังสืบสวนคุณภาพมากกว่ากำลังเล่นเกม ตัวเกมให้ความสำคัญกับการเลือกตอบ การสังเกต และการตัดสินใจมากกว่าการควบคุมเชิงแอ็กชัน ส่งผลให้ทุกการเลือกมีน้ำหนักต่อเนื้อเรื่องและความเป็นอยู่ของตัวละครจนถึงตอนจบ ซึ่งอาจแตกต่างกันแบบสุดขั้ว Heavy Rain จึงเป็นเกมที่เหมาะกับคนที่ชอบความลุ้นระทึกแบบหนังสืบสวน และไม่ต้องการใช้สกิลเกมเยอะครับ

3. Until Dawn

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


Until Dawn คือประสบการณ์เล่นเกมที่ใกล้เคียงกับการดูหนังสยองขวัญวัยรุ่นมากที่สุดเกมหนึ่ง ผู้เล่นแทบไม่ได้ควบคุมเชิงแอ็กชัน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตัวละครผ่านการเลือกตอบและตัดสินใจในสถานการณ์คับขัน ตัวเกมใช้หลัก Butterfly Effect ทำให้การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวสามารถส่งผลเป็นลูกโซ่จนถึงฉากสุดท้าย ไม่ว่าจะทำให้ใครรอด ใครตาย หรือความสัมพันธ์เปลี่ยนไปอย่างไร จุดเด่นคือจังหวะการเล่าเรื่อง เทคนิคภาพ และการลุ้นแบบ “นั่งดูพร้อมเพื่อน” ทำให้มันเป็นเกมที่เหมาะทั้งกับการเล่นคนเดียวและการดูเป็นกลุ่มราวกับหนังสยองขวัญชั้นดีครับ

4. The Quarry

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


The Quarry ยกระดับแนว Interactive Horror ให้ใกล้เคียง “หนังสยองขวัญค่ายพักร้อน” ในยุค 90’s แบบเต็มตัว ด้วยการใช้ทีมแสดงจริง เทคนิคภาพระดับภาพยนตร์ และจังหวะการเล่าเรื่องที่เน้นบรรยากาศมากกว่าการควบคุม ผู้เล่นแทบไม่ได้ขยับตัวละครเยอะ แต่มีบทบาทสำคัญผ่านการเลือกตอบและการตัดสินใจที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ การเปิดเผยข้อมูล และชะตากรรมของตัวละครทั้งกลุ่ม จุดเด่นคือการมีหลายตอนจบ ทำให้ทุกการเลือกมีความหมาย พร้อมทั้งเหมาะมากสำหรับการเล่นเป็นกลุ่มแบบ “ลุ้นไปพร้อมกัน” ราวกับกำลังดูหนังสยองขวัญแบบมีส่วนร่วมครับ

5. The Dark Pictures

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


The Dark Pictures Anthology เป็นซีรีส์เกมสยองขวัญแบบตอนสั้นที่ตั้งใจนำเสนอประสบการณ์เหมือน “ดูหนังแล้วเลือกเส้นทาง” อย่างชัดเจนที่สุด ผู้เล่นไม่ได้เน้นควบคุมเชิงแอ็กชัน แต่มีหน้าที่เลือกตอบ กด QTE ในจังหวะสำคัญ และตัดสินใจให้ตัวละครรอดหรือไม่รอดในสถานการณ์เหนือธรรมชาติ ตัวซีรีส์แบ่งเป็นหลายตอน เช่น Man of Medan, Little Hope, House of Ashes, The Devil in Me ซึ่งแต่ละตอนมีธีม อารมณ์ และโทนอารมณ์ของหนังสยองขวัญที่แตกต่างกัน จุดเด่นคือความสั้น กระชับ เล่นจบในไม่กี่ชั่วโมง และเหมาะมากกับการดูเป็นกลุ่มราวกับดูหนังสยองแบบมีผู้ชมร่วมตัดสินใจครับ

6. Life is Strange

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


Life is Strange คือซีรีส์เกมดราม่าเชิงเนื้อเรื่องที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์วัยรุ่นคุณภาพมากกว่าเล่นเกมทักษะ ผู้เล่นแทบไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการเดินสำรวจ พูดคุย เลือกคำตอบ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์และเส้นทางเรื่อง ตัวเกมเน้นการเล่าเรื่อง การแสดงอารมณ์ และบทสนทนาที่เข้มข้น จนหลายช่วงเวลารู้สึกเหมือนกำลังชมซีรีส์ทาง Netflix โดยมีผู้เล่นเป็นผู้เลือกทิศทางของตัวละครและผลลัพธ์ต่าง ๆ ทำให้เหมาะสำหรับคนที่อยากเสพเรื่องราวโดยไม่ต้องมีสกิลเกมมากนักครับ

7. As Dusk Falls

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


As Dusk Falls เป็นเกมดราม่าเชิงครอบครัวและอาชญากรรมที่ให้อารมณ์เหมือนกำลังดูซีรีส์แนว HBO มากกว่าเล่นเกม แอ็กชันแทบไม่มี มีเพียงการเลือกตอบและตัดสินใจที่ส่งผลต่อเส้นเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครหลายรุ่นคะแนน ตัวเกมใช้ลายเส้นครึ่งภาพนิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายภาพพร้อมบทสนทนาเข้มข้น ทำให้จังหวะการเล่าเรื่องเด่นกว่าการควบคุม จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากเสพเรื่องราวแบบมีส่วนร่วมโดยไม่ต้องใช้สกิลเกมเลยครับ

8. The Walking Dead

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


The Walking Dead ของ Telltale คือหนึ่งในเกมที่นิยามประสบการณ์ “เล่นเหมือนดูซีรีส์” ได้อย่างเด่นชัดที่สุด ตัวเกมเน้นบทสนทนา การเลือกตอบ และการตัดสินใจเชิงศีลธรรมมากกว่าการควบคุมหรือแอ็กชัน ผู้เล่นมีหน้าที่กำหนดความสัมพันธ์ของตัวละครและเส้นทางชีวิตภายใต้โลกดิสโทเปียที่เต็มไปด้วยความสูญเสียและความไม่แน่นอน ทำให้ทุกคำพูดและการเลือกมีน้ำหนักทางอารมณ์สูง ผลลัพธ์ที่ได้คือความรู้สึกเหมือนกำลังชมซีรีส์ดราม่าซอมบี้เข้มข้นที่ผู้เล่นมีส่วนร่วมตัดสินใจอยู่เบื้องหลังครับ

9. Tell Me Why

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น


Tell Me Why เป็นเกมดราม่าวัยผู้ใหญ่ที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวและอดีตที่ตามหลอกหลอนมากกว่าการเล่นเชิงแอ็กชัน ตัวเกมใช้โครงสร้างแบบซีรีส์แบ่งตอน ผู้เล่นมีบทบาทหลักผ่านการเลือกตอบและการตัดสินใจที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของตัวละครฝาแฝดและการเปิดเผยความจริงในอดีต จังหวะการเล่าเรื่องเรียบ ช้า และอบอุ่นในบางช่วง แต่ก็กดดันในด้านอารมณ์เชิงความจริงจัง ทำให้เกมให้ประสบการณ์แบบ “ดูซีรีส์ดราม่าแล้วตัดสินใจแทนตัวละคร” เหมาะสำหรับคนที่ชอบเสพเนื้อเรื่องมากกว่าใช้สกิลเกมครับ

9 เกมที่เน้นดูมากกว่าเน้นเล่น

สุดท้ายแล้ว เกมประเภทนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเล่นเกมไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือใช้สกิลเสมอไป แต่สามารถเป็นพื้นที่สำหรับเสพเรื่องราว เข้าถึงอารมณ์ และมีส่วนร่วมกับตัวละครอย่างลึกซึ้งราวกับกำลังชมภาพยนตร์หรือซีรีส์ชั้นดี เหมาะทั้งสำหรับคนที่อยากพักจากเกมแอ็กชัน คนที่อยากดูมากกว่าเล่น หรือแม้แต่คนที่ปกติไม่เล่นเกมเลยก็เข้าถึงได้ไม่ยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่แนวนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่าง “เกม” และ “ภาพยนตร์” เริ่มเลือนหายไปครับ

Jou Thunder

Content Creator สายเกมที่อยากทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ โปรดติดตามช่อง youtube.com/@JouThunder
Back to top button